song-thai

เพลงไทยแบ่งออกเป็นหลายประเภท และหลายรูปแบบ

เพลงไทยคือเพลงที่แต่งขึ้นมาตามแนวดนตรีไทย มีลีลาในการขับร้องและบรรเลงในแบบของดนตรีไทย เฉพาะเพลงและแตกต่างจากเสียงเพลงของประเทศอื่นๆ เพลงไทยเดิมจะเน้นประโยคส้นแต่จังหวะเร็วเป็นหลัก ในส่วนใหญ่ได้มีต้นกำเนิดมาจากเพลงบ้านๆ หรือเพลงประกอบงานต่างๆเพื่อให้ความบันเทิงสนุกสนาน ในเวลาต่อมาจึงอยากได้เพลงสนุกสนานเป็นเพลงขับร้องจึงประกอบอยู่ในการแสดงละคร จึงจำเป็นต้องคิดทำนองขึ้นมาและมีการปรับปรุงจังหวะเพลงให้ช้าลงจากที่เร็วเกินไปก็อยู่ในจังหวะพอดีหรือปานกลาง เพื่อเหมาะสมกับนักร้อง ประเภทของเพลงไทยแบ่งออกเป็นหลายจำพวกคือ เพลงสำหรับบรรเลงดนตรีล้วนๆ ซึ่งไม่มีการขับร้องเลยเราซึ่งแนวนี้จะใช้ในพิธีสำคัญต่างๆ เพลงโหมดรงเพลงหน้าพาทย์ สำหรับการแสดงฟ้อนรำต่างๆ เพลงสำหรับขับร้อง คือเพลงซึ่งมีนักร้องและดนตรีประกอบเรียกว่าร้องส่งดนตรี เช่นเพลงประกอบขับเสภา เพลงร้องส่งเพื่อฟังไพเราะทั่วไปส่วนมากจะเน้นเพลงเถากับเพลงตับ เพลงประกอบการรำคือ เพลงร้องตามบทบาทของตัวละคร ให้ผู้รำได้ทำการแสดงอารมท่าทางต่างๆออกมาตามเนื้อเพลง โดยลักษณะเพลงไทยประเภทต่างๆสามารถแบ่งออกได้หลายจำพวกมาก คือ เพลงชั้นเดียว คือเพลงที่มีจังหวะเร็วหรือเรียกว่าเพลงเร็ว จะสังเกตได้จากเสียงฉิ่ง ปกติแล้วเราสามารถนำฉิ่งมาตีให้จังหวะเพลงได้ เพราะการตีฉิ่งสามารถทำจังหวะของเพลงได้ ซึ่งเพลงชั้นเดียวสามารถสังเกตได้จากการร้องเอื้อนน้อยหรือก็ไม่มีการร้องเอื้อยเลย ซึ่งเพลงชั้นเดียวสามารถประกอบการแสดงมหรสพต่างๆ เพลงสองชั้น คือเพลงที่มีจังหวะปานกลาง ไม่ช้าหรือไวจนเกินไปซึ่งในส่วนใหญ่เป็นเพลงสั้นๆที่มีเนื้อร้องไม่เยอะนัก โดยมีความยาวของเพลงยาวกว่าเพลงชั้นเดียวหนึ่งเท่าตัว หรือสังเกตจากเสียงฉิ่ง ช่วงการแบ่งจังหวะนั้นเอง เพลงสามชั้น คือ ต้องใช้เวลาบรรเลงกับขับร้องนานกว่าเพลงอื่นๆ หรือสังเกตเสียงฉิ่งในช่วงระหว่างเสียงฉิ่งกับฉาบห่างกันมาก ทำนองการร้องเพลงซึ่งร้องเพลงเอื้อนยาวๆ เพลงสามชั้นจะใช้ร้องในงานต่างๆ เพลงเถา คือเพลงขนาดยาวที่มีเพลง 3 ชนิดติดต่ออยู่ในเพลงเดียวกัน โดยการบรรเลงเพลงสามชั้นก่อน เป็นเพลงสองชั้น ลงมาจนถึงเพลงชั้นเดียวเรียกว่าเพลงเถา ยกตัวอย่างเช่น…

red-song

เพลงไทยประกอบหลายรูปแบบ

เพลงไทยประกอบไปด้วยจังหวะเร็วและช้าในดนตรีไทยไม่ได้มีกำหนดให้เป็นกฎเกณฑ์เหมือนดนตรีตะวันตก เพียงเป็นการตกลงร่วมกันในกลุ่มนักร้องว่าแนวเพลงของเรา ว่าแต่ละเพลงนั้นต้องเล่นให้ช้าเร็วเพียงใด ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าในบางครั้งเพลงเดี่ยวกันแต่บรรเลงโดยนักร้องหรือนักดนตรีต่างวงซึ่งสามารถออกความคิดเห็นและเสนอแนวทางของเพลงไทยได้หมดเพียงแค่คุณออกความคิดเห็นมาเท่านั้น ดังนั้นเพลงเดียวแต่สามารถนำไปรีมิกต์เป็นแนวดนตรีหลายๆเพลงได้หมดตามแนวของนักร้องเอง โดยในเพลงไทยมีการแบ่งออกเป็นสามระดับซึ่งแบ่งออกเป็นตามความสันยาวของเพลง คือ อัตราจังวะชั้นเดียว อัตราจังหวะ 2 ชั้น โดยมีจำนวนห้องเพลงเป็นสองเท่าของชั้นเดียว อัตราจังหวะสามชั้น มีจำนวนห้องเพลงเป็นสองเท่าของสองชั้นหรือเท่าของชั้นเดียว โดยความสั้นยาวของเพลงไทยเมื่อเล่นต่อเนื่องจึงมีผลให้การบรรเลงเกิดความช้าเร็วไปตามดนตรีของเพลง ทำนองของเพลงที่มีสามจังหวะชั้นจะบรรเลงช้า เพลงที่มีจังหวะสองชั้นจะบรรเลง ปานกลาง ส่วนจังหวะเดียวจะบรรเลงเร็ว สามารถสังเกตจังหวะของเพลงไทยได้จากเครื่องดนตรี โดยเสียงจาก ฉิ่ง กลอง ให้จังหวะคือ จังหวะหน้าทับ ซึ่งปรากฏในแต่ละห้องเพลงเป็นสิ่งสำคัญ ได้มีการแบ่งห้องเพลงออกเป็นคู่ โดยในหนึ่งชุดหรือหนึ่งแถวจะมีด้วยกันแปดห้องหรือสี่ห้องแต่ละห้องมีด้วยกันสี่จังหวะแต่ละจังหวะคือหนึ่งตัวโน้ต ดังนั้นเสียงของฉิ่งและกลองมีอยู่ในเพลงทุกเพลงแต่ละอัตราจังหวะ ทำนองเพลงไทยทุกเพลงจะใช้ทำนองหนึ่งเป็นทำนองหลักในการบรรเลง ซึ่งการบรรเลงเครื่องดนตรีไทยบางเพลงเป็นสิ่งสำคัญต่อวงอย่างมาก โดยเครื่องดนตรีของแต่ละเครื่องมีความสำคัญอยู่ในตัวเองมาก เป็นเสียงดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ช่วยให้บทเพลงออกมามีความไพเราะไม่เหมือนใคร สำหรับวงปี่พาทย์ ผู้ที่บรรเลงทำนองหลักคือ ฆ้องวงใหญ่ ส่วนเครื่องดนตรีชิ้นอื่นก็จะเล่นไปตามจังหวะเพลง การแปรเพลงหรือเปลี่ยนทำนองหลักดังกล่าว เป็นการเพิ่มรูปแบบแนวดนตรีของเพลงนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของวงดนตรีมาตราเสียงคือระดับความสูงต่ำของเสียง ดนตรีไทยมีด้วยกัน 7 ชั้นหรือ 7 เสียง เทียบได้กับเสียงดนตรีสากลจึงมีข้อแตกต่างคือ แค่ละขั้นเสียงในดนตรีไทยมีความห่างของเสียงเท่ากันตลอดทั้ง 7 ขั้น แต่ดนตรีสากลมีความห่างขั้นและครึ่งเสียง จึงเป็นเหตุให้ไม่สามรถเล่นคู่กับดนตรีสากลได้เพราะความห่างของเสียงต่างกันอย่างมาก…

song_thai

เครื่องดนตรีไทยแต่ล่ะประเภท

  เครื่องดนตรีไทยเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในงานประเพณีของไทยมาอย่างช้านาน เสียงดนตรีที่ออกมาจากเครื่องเล่นแต่ละอย่างจะมีความไพเราะ แล้ววิธีการเล่นจะไม่เหมือนกัน ถึงอย่างไรแล้วด้วยจำนวนเครื่องเล่นที่เยอะ ทำให้มีการแยกออกมาเป็น 4 แบบ ด้วยกัน 1.เครื่องดีด ที่มีลักษณะเหมือนกีต้าร์ในสมัยนี้ ตัวกระจายเสียงจะเป็นเหมือนกับกะโหลกมีก้านจับที่ยาว มีสายเอ็น 4 สายขึงระหว่างกะโหลกกับปลายก้าน ตรงส่วนของปลายก้านจะมีที่บิดสำหรับปรับแต่งเสียงตามที่ต้องการ ในส่วนของกะโหลกจะให้เสียงสะท้อนที่ฟังได้อย่างชัดเจน การจับเพื่อทำการดีดนั้นจะมือขวาดีดเส้นเอ็นที่ตรึงเอาไว้ ส่วนมือซ้ายกดทับเส้นเพื่อต้องการเส้นเสียงที่ต้องการ ซึ่งจะต้องกดทับเส้นด้วยมือซ้ายก่อนทำการดีดด้วยมือขวาเพื่อทำให้เกิดเสียงที่ไพเราะ สำหรับเครื่องดีดนี้ได้ชื่อตามภาษาไทยว่า “จะเข้” ก่อนจะทำการดีดนั้นจะตั้งจะเข้ในแนว 45 องศา อุปกรณ์การดีดนั้นจะใช้ไม้งาช้างในการดีด ในปัจจุบันได้นำเอากระดูกสัตว์มาทำเป็นอุปกรณ์ในการดีดได้อีกด้วย 2.เครื่องสี เป็นอีกเครื่องดนตรีหนึ่งที่ทำให้เกิดเสียง ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้เรียกว่า “ซอ” มีรูปร่างที่ไม่ต่างจาก “จะเข้” แต่ตัวที่ทำให้เกิดเสียงกับเส้นเอ็นนั้นมีจำนวนไม่เหมือนกัน ซอจะมีจำนวนเส้นเอ็น 3 สายด้วยกันก้านจะมีความยาวที่สั้น ด้านปลายจะมีที่บิดปรับเสียงอยู่ 3 อัน ส่วนอุปกรณ์ในการสีนั้นจะใช้คันชัก ที่สายที่ใช้สีจะทำจากหางม้าจะมีความเหนียวแล้วขาดยาก การเล่นผู้เล่นจะตั้งซอในลักษณะ 90 องศามือซ้ายจับไปที่ซอมือขวาจับไปที่คันชัก ซอนั้นมีแยกออกได้อีก 2 ชนิดด้วยกันคือ ซอด้วง และซออู้…