Thai-traditional-clothing-site-news

ค่านิยมเครื่องนุ่งห่มไทยโบราณ

การแต่งกายถือว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่คนไทยให้ความสำคัญมาช้านาน ไม่เพียงแต่การนุ่งห่มเพื่อความสวยงาม หรือ เพื่อความคล่องแคล่วในการทำงานเท่านั้น เครื่องนุ่งห่มยังเป็นเครื่องบอกฐานะ บอกกิริยามารยาท คติชนความเชื่อต่างๆ มากมาย เราไปดูกันว่าค่านิยมเครื่องนุ่งห่มไทยโบราณนั้นมีเรื่องอะไรบ้าง การแต่งกายตามวัน เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องของสีประจำวันเกิด สีถูกโฉลก หรือ สีที่เหมาะกับวันต่างๆ เรื่องนี้ไทยเรามีค่านิยมเรื่องนี้มานานมากแล้วนะ โดยค่านิยมเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสตรีในรั้วในวังที่การแต่งกายจะมีการแต่งกายตัดสีกันระหว่างท่อนบน(สไบเฉียง, เสื้อ) กับท่อนล่าง (ผ้านุ่ง, โจงกระเบน) จะไม่ใส่สีเดียวกัน ซึ่งคู่สีในแต่ละวันก็มีการบ่งบอกเอาไว้ด้วยเพื่อให้แต่งกายเหมาะสมตามวัน นับจากวันจันทร์ ห่มสไบสีน้ำเงินอ่อน นุ่งผ้าสีเหลืองอ่อน หรือ ห่มสไบสีจำปาแดง นุ่งผ้าสีน้ำเงิน วันอังคารนุ่งผ้าสีปูน ห่มผ้าสีโศก(สีเขียวอ่อน) หรืออาจจะสลับกันได้ วันพุธห่มผ้าสีจำปา นุ่งผ้าสีตะกั่ว วันพฤหัสนุ่งผ้าสีเขียวใบไม้ ห่มผ้าสีแดงเลือดนก วันศุกร์นุ่งผ้าสีน้ำเงินแก่ ห่มผ้าสีเหลือง วันเสาร์นุ่งผ้าสีม่วงเม็ดมะปราง ห่มผ้าสีโศก วันอาทิตย์นุ่งผ้าสีเขียวห่มแดง ค่านิยมแต่งดำไว้ทุกข์ เวลาเราไปงานศพ ส่วนใหญ่เราจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีดำเป็นหลัก ความจริงแล้วค่านิยมนี้ไม่ใช่ของไทยโบราณ เรารับวัฒนธรรมนี้มาจากฝั่งตะวันตกทีหลัง ความจริงค่านิยมงานศพพวกเค้าจะนุ่งลายพื้นม่วง ห่มสีนวลแทน เป็นอีกค่านิยมหนึ่งที่น่าเสียดายว่าไม่ได้นำมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน ค่านิยมเสื้อหมูแฮม ในช่วงรัชกาลที่…

Dress-in-the-Rattanakosin-period-news-site

การแต่งกายยุคสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 – 5

ประเทศไทยเราวัฒนธรรมการแต่งกายก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศไทยเรานำเอาวัฒนธรรมยุคต่างๆ มาปรับเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ช่วงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1-5 คนไทยในยุคนั้นมีการแต่งตัวอย่างไรบ้าง เราจะนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปดูยุคสมัยนั้นกันว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ยุครัชกาลที่ 1-3 ช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นต้องยอมรับว่า ไทยเราแต่งกายตามอิทธิพลวัฒนธรรมจากยุคก่อนอย่างอยุธยามาจนถึงธนบุรี ตอนนั้นประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก นั่นจึงต้องแต่งกายให้พร้อมสำหรับการออกงานดังกล่าว เน้นเสื้อผ้าที่ทำให้เกิดความคล่องแคล่วทะมัดทะแมงมากกว่าความสวยงาม ผู้ชายเวลาไปทำงานเน้นนุ่งโจงกระเบนเหนือเข่า ไม่สวมเสื้อ ไม่ใส่รองเท้า แต่ถ้าอยู่บ้าจะเป็นนุ่งโสร่งแทน ทรงผมไว้ทรงมหาดไทย (ภาษาชาวบ้านเรียกทรงนี้ว่า ทรงหลักแจว) ผู้หญิงก็เน้นชุดแต่งกายที่คล่องแคล่วทำงานได้ดีทั้งในบ้านและนอกบ้าน เลยนุ่งโจงกระเบน กับ ห่มตะเบ็งมาน จะเปลี่ยนเป็นผ้าแถบตอนอยู่บ้าน ในกรณีที่ออกงานจะนุ่งผ้าจีบ ห่มสไบแทน ทรงผมตัดสั้นแบบดอกกระทุ่มปล่อยท้ายให้ยาวถึงบ่า ด้านกลุ่มคนชั้นสูง ข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ขุนนางจะมีการแต่งตัวอีกรูปแบบหนึ่ง พวกเค้าจะเน้นผ้าทอที่มีความละเอียด ในเนื้อผ้าจะมีด้ายเงินด้ายทองเพื่อให้ผ้ามีความสวยงามระยิบระยับมากขึ้น การแต่งกายอยู่บ้านผู้ชายนุ่งโจงกระเบน ไม่สวมเสื้อเหมือนกัน แต่บางคนอาจจะใช้ผ้าพาดบ่าด้วย การสวมเสื้อจะใช้เฉพาะการเข้าพิธีการเท่านั้น ผู้หญิงนุ่งโจงกระเบน แต่จะใส่ผ้าสไบ ยิ่งถ้าออกงานผ้าสไบจะมีความหมายมากต้องเอาผ้าที่มีความสวยงามมาใช้ ยุครัชกาลที่ 4 มาถึงรัชกาลที่…